Homecoming at River City Bangkok


Homecoming พาใจกลับบ้าน : เปิดจักรวาลใจ เริ่มต้นบทสนทนากับตนเองในนิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์xสุขภาพจิต ณ River City Bangkok ตลอดเดือนมิถุนายนนี้


“มีสิ่งไหนที่เราอยากขอบคุณตนเองบ้างไหม” “มีอะไรที่เราอยากยกโทษให้ตนเองบ้างหรือเปล่า” แม้คำถามเหล่านี้จะเป็นคำถามที่แสนเรียบง่าย แต่จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่เราจะหยุดพักจากความวุ่นวายรอบกาย และลองเปิดหัวใจพูดคุยกับตนเอง สิ่งเหล่านี้เองที่พาให้เราได้มีโอกาสมานั่งพูดคุยกับสองผู้ก่อตั้ง Eyedropperfill สตูดิโอสร้างสรรค์ที่โดดเด่นด้านงานออกแบบประสบการณ์อย่าง นัท-นันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล และเบสท์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย ถึงนิทรรศการครั้งใหม่ของพวกเขาที่กำลังจัดขึ้นในชื่อ Homecoming พาใจกลับบ้าน

Homecoming : พาใจกลับบ้าน เป็นนิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ Xสุขภาพจิต จากความร่วมมือของ River City Bangkok สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แอปพลิเคชัน OOCA บริการนักจิตบำบัดออนไลน์และ Eyedropperfill สร้างสรรค์พื้นที่ปลอดภัยที่ชวนทุกคนมาใช้เวลาหยุดพักและสำรวจจิตใจ และทำความเข้าใจกับอารมณ์ รวมทั้งภาวะซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพจิตที่หลายคนกำลังเจอทั้งกับตัวเองและคนใกล้ชิด

“ทุกวันนี้ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าเทียบเป็นสัดส่วนกันกับจิตแพทย์ มันแทบจะเป็นสัดส่วน 1:100,000 เลย เราเลยมองว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจของสังคมตอนนี้ และทำให้เรามานั่งตั้งคำถามว่าในฐานะนักออกแบบเราจะสามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้บ้าง” นัทเล่าให้ฟังและย้อนความถึงจุดเริ่มต้นของนิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ที่ถูกจัดต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้

“ปกติแล้ว Eyedropperfill ทำงานกับสินค้า เราสามารถทำให้แบรนด์ที่มีสินค้าชนิดเดียวกันบนชั้นวางถึง 20 ยี่ห้อ โดดเด่นขึ้นมาจากสินค้าเจ้าอื่นๆ ได้ แล้วกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างโรคซึมเศร้าที่แทบทุกคนมีประสบการณ์ร่วมกัน ทำไมเราจะลองออกแบบและทำให้มันเกิด Awareness ไม่ได้ นั่นเลยกลายเป็นต้นกำเนิดของ อารามอารมณ์ Experiencial Design Exhibition ในโครงการ Bangkok Design Week ประมาณสัปดาห์เศษๆ และพัฒนามาเรื่อยๆ จนเป็นงานในครั้งนี้ภายใต้การสนับสนุนจากทางสสส.”

นิทรรศการในครั้งนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองห้องจัดแสดงหลักคือ อารามอารมณ์ นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ ที่จะพาคุณมาละเลียดเวลา ปลดปล่อยหัวใจ ตั้งคำถามและสร้างบทสนทนากับตนเอง เพื่อมองเห็นอารมณ์และความรู้สึกภายในของตนเองที่บางครั้งมันอาจถูกกดทับ ปฏิเสธ หรือมองข้ามมาตลอดโดยที่เราไม่รู้ตัว โดยแบ่งออกเป็นห้องกิจกรรมย่อยๆ ที่ชวนผู้ชมให้ได้ตั้งคำถาม พูดคุยกับตนเอง และขีดเขียนคำถามนั้นลงบนกำแพงของนิทรรศการเพื่อแบ่งปันอารมณ์และความรู้สึกเหล่านั้นอย่างอิสระ

ทำให้ผู้ชมที่เข้ามาชมพื้นที่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตในห้องอารามอารมณ์ ได้มองเห็นมิติอารมณ์ที่หลากหลายของผู้ชมคนอื่นๆ และขณะเดียวกันก็ได้ย้อนกลับมาตั้งคำถามหรือตกตะกอนกับตนเอง ในบรรยากาศที่ไม่ซีเรียสเท่าการไปหาหมอหรือนักจิตบำบัดในคลินิก แต่ก็ยังพอจะเป็นที่พักและบรรเทาอาการหนักอึ้งในหัวใจให้พอทุเลาลงไปได้

ส่วนห้องจัดแสดงที่สองอย่าง Mental Verse จักรวาลใจ ซึ่งมีการจัดฉายหนังสารคดีสั้นความยาวรวม 2 ชั่วโมงเศษให้ได้ชมก็เป็นโปรเจกต์ที่มีต่อเนื่องเช่นกัน หลังจากในครั้งก่อนหน้าเราได้ชมภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับ Generation-Gap ความแตกต่างของช่วงวัยและ Patriarchy หรือสังคมชายเป็นใหญ่ ในงานพาใจกลับบ้านปีนี้จักรวาลใจนำเสนอธีมหลักคือเรื่องที่มาของโรคซึมเศร้าในผู้คนช่วงวัยและความหลากหลายต่างๆ

“หนังจะรวมผู้คนในช่วงวัยและความหลากหลายต่างๆ เริ่มจากมินนี่ วัยรุ่นเจน Z ที่ได้รับผลกระทบครอบครัวและสังคมจากพิษเศรษฐกิจในยุคต้มยำกุ้ง พี่ฝัน ตัวแทนของเจน Y ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางกฏระเบียบอันเคร่งครัดและความคาดหวังของครอบครัว พี่รวง Queer ผู้เป็นตัวแทนกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQA+) ซึ่งยังคงได้รับผลกระทบจากสังคมจากเรื่องเพศที่มีผลต่ออำนาจในตนเองและในสังคมที่ยังคงมีอำนาจบางอย่างกดทับ ไม่เปิดรับภาวะทางเพศ

และสุดท้ายคือพ่อและแม่ของเราเอง (เบสท์) ซึ่งเป็นตัวแทนของคนยุคเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งเป็นการมาปิดจักรวาลใจ ให้คนมองเห็นรากที่มา เพราะสามคนก่อนหน้าล้วนเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากครอบครัวเป็นหลัก พ่อและแม่จึงเป็นเสมือนตัวแทนของคนรุ่นนั้นที่มาสื่อสารว่าแล้วพวกเขาได้รับผลกระทบอะไรมาบ้างจากคนรุ่นก่อนหน้า รวมทั้งจากการขาดความรู้ความเข้าใจเพราะ 50 ปีก่อนหน้าปัญหาสุขภาพจิตใจยังคงเป็นเรื่องไกลตัว”

เบสท์พูดถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวและผู้คนในภาพยนตร์สั้นชุดใหม่ที่นอกจากการจัดฉายในนิทรรศการพาใจกลับบ้านครั้งนี้ Mental Verse จักรวาลใจ ยังได้มีโอกาสออกไปพบกับผู้ชมนอกกรุงเทพดในโปรเจ็กต์จักรวาลใจสัญจรตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งผลตอบรับจากผู้ชมที่สะท้อนกลับอย่างอบอุ่นก็ยิ่งช่วยจุดประกายให้ Eyedropperfill อยากจะพัฒนาโปรเจ็กต์นี้ต่อไปในวงที่กว้างขึ้น

“การที่จักรวาลใจได้ออกไปฉายในต่างจังหวัด ทำให้เราค้นพบว่าโรคซึมเศร้าหรือปัญหาสุขภาพจิตใจ มันไม่ได้อยู่แค่ในคนกรุงเทพ เวลาพูดถึงปัญหาสุขภาพจิตใจ ภาพมันมักจะเป็นคนที่อยู่ในเมืองแล้วโดดเดี่ยว แต่ที่จริงแล้วปัญหาเรื่องนี้ขยายตัวกว้างกว่านั้น เช่น การพลัดถิ่น การไม่มีงาน ไม่มีเงินหรือสภาพสังคมก็มีส่วนเช่นกัน การที่เราได้เดินทางไปต่างจังหวัด ทำให้เราค้นพบว่าโอกาสในการเข้าถึงเครี่องมือที่ช่วยเยียวยาทางจิตใจสำหรับคนต่างจังหวัดมันน้อยมาก เป้าหมายที่เราตั้งใจอยากจะทำต่อในปีต่อๆ ไปคือการขยายความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้านี้ไปทั่วประเทศ ไม่จำกัดอยู่แค่ในเมือง เพราะมันคือเรื่องมนุษย์และมันเป็นเรื่องที่มีอยู่ทุกที่”

HOMECOMING
HOMECOMING
HOMECOMING
HOMECOMING

เบสท์อธิบายว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างการเรียนรู้ทางประสบการณ์ให้กับผู้ชม ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของ Eyedropperfill ในฐานะนักออกแบบประสบการณ์ ที่มีเป้าหมายอยากจะสร้างสังคมที่ผู้คนสามารถอยู่ด้วยกันได้ ภาพยนตร์ชุดนี้ รวมถึงนิทรรศการหลักทั้งหมดจึงเป็นเหมือนชุดปฐมพยาบาลที่สร้างชุดประสบการณ์และการเรียนรู้มนุษย์ รวมถึงการเรียนรู้จิตใจตนเองเพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับผู้ป่วยภาวะซึมเศร้า

“เราอยากให้ผู้ชมได้มาพักผ่อน เพราะเรารู้สึกว่าคนสมัยนี้ไม่ค่อยได้พัก” เบสท์เล่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ “การได้มาตระหนักรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ที่บางครั้งเราอาจจะเพิกเฉย รู้ไม่ทัน หรือเก็บกดมันไว้ การมานิทรรศการครั้งนี้ก็นับเป็นการเปิดบทสนทนากับตนเองที่ดี ไม่ได้ซีเรียสเท่าการไปหาหมอ มันมีความเป็นศิลปะเข้ามาผสมผสาน แต่ในขณะเดียวกันเราก็ออกแบบและสร้างชุดคำถามทั้งหมดพร้อมกับนักจิตวิทยา ทำให้คนที่มาได้ลองเรียนรู้จิตใจของตัวเอง เพราะเมื่อเรายอมรับมันได้เราก็จะหาวิธีที่จะโอบกอดตัวเองได้ดีขึ้น เพราะสำหรับเราแล้วการได้ลองเผชิญหน้ากับข้างในของตัวเองจริงๆ มันเป็นหนทางที่ดีที่สุดเลยในการจะเป็นเพื่อนกับตัวเอง”

นิทรรศการพาใจกลับบ้านจึงเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นที่ผู้ชมสามารถมาใช้เวลาและใคร่ครวญกับอารมณ์ความคิดของตนเองได้มากน้อยเท่าที่ต้องการ ใครอยากจะมาเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจในวันสบายๆ กับเพื่อนหรือใครที่อยากมาคนเดียว และตั้งใจมาจริงจังกับทุกคำถามในนิทรรศการครั้งนี้ก็ได้เช่นกัน

“สำหรับคนที่อยากจะมาจริงจัง บางคำถามอาจจะเป็นสิ่งที่เราฟังแล้วอยากจะเบือนหน้าหนี เพราะจี้ใจ นักจิตวิทยาจะเรียกแบบนี้ว่ายาแรง แล้วค่อยตบด้วยยาหวาน บางครั้งมันจำเป็น เพราะถ้ามันไม่สะกิดใจเลย เราก็แค่มองว่ามันสวยงาม ดูจบแล้วกลับบ้าน

การขอบคุณ ขอโทษและให้อภัยตัวเอง ดูเป็นคำถามง่ายๆ แต่พอจะคิดแล้วเขียนออกมามันยากนะ ทั้งการขอบคุณตนเองที่ต้องใช้ความ appeciated มองเห็นข้อดี มองเห็นคุณค่าในตนเอง การขอโทษตัวเองที่ต้องหาความผิดพลาดที่ตัวเราทำลงไปและรู้ว่ามันผิด มันคือการยอมรับตนเอง ส่วนการให้อภัยตนเองมันยิ่ง Beyond ไปกว่านั้นอีก เพราะมันคือการโอบกอดความผิดพลาดนั้นของตนเองจนมันกลายเป็นทั้งหมดของตัวเรา แค่สามข้อนี้มันก็คือยาแรงประมาณหนึ่งเลยนะ” นัทพูดทิ้งท้ายทั้งรอยยิ้ม

นิทรรศการเชิงประสบการณ์ Homecoming พาใจกลับบ้าน เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน ที่ Galleria 2-3 ชั้น 2 River City Bangkok ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป และปิดรับคิวเข้าชมรอบสุดท้าย 19.30 น. แอบกระซิบว่าช่วงบ่ายจนถึงเย็นในวันหยุดสุดสัปดาห์ผู้ชมจะค่อนข้างเยอะ อย่าลืมเผื่อเวลาและวางแผนการเดินทาง


Credit:
Photos: Courtesy of River City Bangkok


อ่านเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้บน Padthai.co

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn
On Key

Related Posts

PANTONE: Pride Is Not Just A Month’ Pop-Up Store at The Gallery Shop 

Post Views: 12 ฉลองช่วงเวลาแห่งความรัก เสรีภาพ และความเท่าเทียมไปด้วยกันกับโปรเจคต์ “Pride Is Not Just A Month” เป็นการร่วมมือกันระหว่าง The Gallery S…

‘The Way We Were’

Post Views: 22 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ภูมิใจเสนอ The Way We Were นิทรรศการกลุ่มที่จะพาผู้ชมทุกท่านค้นพบว่าแท้จริงแล้วศิลปะนั้นเป็นสื่อสากล ไม่ว่าจะถูกส…

Hermès Horloger Arceau Duc Attelé

Post Views: 29 Hermès เผยความซับซ้อนผ่านเรือนเวลา Arceau Duc Attele ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสไตล์และความเชี่ยวชาญของแบรนด์ Hermès (แอร์เมส) …

Your Tarot Weekly

Post Views: 85 คำพยากรณ์รายสัปดาห์ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม – วันเสาร์ที่​ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 โดย​ มาดามราเชล วันอาทิตย์ นิสัย​ของดาว : ยศศักด…