Trekking on the Alps ขึ้นภูเขาที่ความสูง 4,180 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล


ชมทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์ ขุนเขาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ที่ตระการตา วิว 360 องศา แห่งเมือง Wengen ที่แตกต่างจาก Jungfraujoch สถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป


Trekking on the Alps 01

Trekking on the Alps

Trekking on the Alps ทริปนี้เริ่มต้นด้วยการนั่งเครื่องการบินไทยบินไปลงที่เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ คณะของเราไปด้วยกันสิบคน จึงต้องใช้รถตู้สองคัน คันหนึ่งไว้ให้ผู้โดยสารนั่ง ส่วนอีกคันไว้สำหรับขนสัมภาระ จุดหมายปลายทางแรกเราขับรถตรงไปยังเมือง Lauterbrunnen (เลาเตอร์บรูนเนน) ระยะทาง 129 กิโลเมตร โดยวิ่งผ่านเมือง Lucerne (ลูเแซร์น – ภาษาฝรั่งเศส) หรือ Luzern (ลูเซิร์น – ภาษาเยอรมัน ป้ายสาธารณะจะใช้ Luzern) แล้วใช้ถนนสาย A8 ไปถึงยัง Lauterbrunnen ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง เราต้องเปลี่ยนมาใช้รถไฟที่นี่เพื่อขึ้นไปยัง Wengen (เวงเงน) เมืองที่ตั้งอยู่บนเขาสูงที่รถยนต์ไม่สามารถขึ้นไปได้ ที่ด้านหลังของสถานีรถไฟมีอาคารจอดรถใหญ่โต ปลอดภัย เราสามารถทิ้งรถไว้ได้เลย ค่าตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวคนละ 6.8 ฟรังก์สวิส รถไฟใช้เวลาวิ่ง 15 นาทีก็ขึ้นมาถึง Wengen ถ้าถามว่าที่เมืองนี้มีความสำคัญอย่างไร? ก็ต้องตอบว่าคนส่วนใหญ่ และคิดว่าเกือบจะทั้งหมดที่มาที่นี่ก็ไม่มีใครรู้จัก Wengen กันหรอก เพราะนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ เป้าหมายหลักคือขึ้นไปที่ Jungfraujoch (ยุงเฟรายอค) ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับเราขับรถไปเที่ยวเชียงใหม่ แต่ขับผ่านลำพูนไปแบบเหมือนว่ามันไม่มีตัวตนแบบนั้นแหละ

Trekking on the Alps 02

Wengen เมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่บนความสูง 4,180 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล เป็นระยะทาง 1 ใน 3 ที่จะขึ้นไปจุงฟราว เมืองที่มีแต่ความเงียบสงบ เมืองที่มีแต่รถไฟฟ้าใช้ ถนนสายเล็กๆจากสถานีรถไฟ ที่คดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามตัวเมือง ที่ไปสุดที่ปลายเขาอีกฟากฝั่ง โรงแรมเกือบจะทั้งหมดเป็นสไตล์ชาเลย์แบบสวิสดั้งเดิม จะมีก็เพียงแค่โรงแรม Hotel Regina Wengen เท่านั้นที่สร้างเป็นแบบอาคาร แต่จะเป็นทรงสไตล์บาโร้ค ไม่ใช่ทรงกล่องสี่เหลี่ยมเหมือนไม่ได้ผ่านการดีไซน์ใดๆมาเลย ภาพที่ชินตาของคนที่นี่ก็คือ นักท่องเที่ยวลากกระเป๋าเดินทางจากสถานีรถไฟประจำตัวเมือง เดินขึ้นเนิน ลงเนิน

เปิดกูเกิ้ลแมปเพื่อหาโรงแรมที่ตนเองจองมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะแบบ B&B หรือ Zimmer ซ่อนตัวอยู่ในถนนสายเล็กกระจิ๊ด แต่ขอโทษทีเถอะ เมื่อเปิดหน้าต่างระเบียงห้องออกไปแล้ว วิวที่ท่านจะได้เสพนั้นมันยิ่งใหญ่อลังการเหลือเกิน การที่ได้มานอนเติมพลังที่ Wengen ซักสองคืนนั้น ให้เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง จะพูดว่าเหมือนเวลามันหยุดนิ่งที่นี่ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เกินเลยจนเกินไปนัก การได้ออกเดินสำรวจไปตามถนนสายเล็กที่คดเคี้ยว เสมือนเด็กๆที่ออกเล่นซ่อนหา มันเป็นความสุขที่ผมอยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัส ทุกจุด ทุกมุม ของ Wengen ท่านสามารถกดชัตเตอร์ออกมาแล้วสวยได้อย่างมือโปร โดยที่ภาพที่ถ่ายมานั้นไม่ต้องปรุงแต่งใดๆเลย โรงแรมที่เราเลือกพักครั้งนี้ชื่อ Hotel Alpenrose Wengen เล็กๆแต่โคตรน่ารัก มีหมาสีดำตัวใหญ่ใจดีชื่อเจ้าฟินน์ คอยทำหน้าที่ Customer Relation ต้อนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนทุกคน

Trekking on the Alps 03

เราใช้เวลาอยู่ที่ Wengen กันสองคืน หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อไปที่เมือง Zermatt (เซอร์มัต) ซึ่งที่นี่แหล่ะจะเป็นสถานที่ๆเราเริ่มออกเดินเทร็ค (Trek) แรกกันอย่างจริงจัง วันแรกที่มาถึง Zermatt เราจะยังไม่ทำกิจกรรมอะไร เพราะเดินทางกันมาเหนื่อยๆ พอเช็คอิน ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นแล้ว เราก็เข้าไปเดินเล่นสำรวจเมืองกัน อย่างที่บอกว่า Zermatt นั้นเป็นเมืองเล็กๆ แต่เมื่อฤดูหนาวมาเยือนเมื่อใด นักท่องเที่ยวจะเดินกันแน่นเมือง เพราะที่นี่คือสวรรค์ของนักสกีที่ติดอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว ประชากรของที่นี่มีอยู่ 5,700 คน เป็นคนท้องถิ่นจริงๆแค่ 1 ใน 3 ที่เหลือเป็นนักธุรกิจจากที่อื่นเข้ามาลงทุนทำโรงแรม ที่พัก แต่ในช่วงหน้าหนาว จำนวนนักท่องเที่ยวที่ทะลักเข้ามาจะเฉียดสองหมื่นคนต่อวันเลยทีเดียว ร้านค้า ร้านช้อปปิ้ง ร้านอาหาร โรงแรมดังๆ ตั้งเรียงรายกันอยู่บนถนน Bahnhofstrasse โดยมีแม่น้ำสายเล็กๆแต่ไหลแรงเพราะเป็นน้ำที่มาจากภูเขา น้ำจะมีสีฟ้าขุ่นๆเนื่องมาจากแร่ธาตุที่ถูกกระแสน้ำชะลงมาจากที่สูง ทำให้การเดินเล่นในเมืองนี้จะมีความเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก ถ้าเราเดินตามถนนไปเรื่อยๆจะเจอกับร้านอาหารที่มีเบอร์เกอร์โคตรอร่อยผมจำชื่อไม่ได้แล้วแต่มันมีคำว่า Cow อยู่ด้วย ท่านเดินผ่านโบสถ์ Pfarrkirche St. Mauritius (ฟาร์เคียเช่น เซนต์ โมรีสซิโอส) ไปนิดเดียว ร้านอยู่ทางซ้ายมือ แต่ถ้าใครอยากเกิดจะกินอาหารไทย ที่นี่ก็มีนะครับขื่อร้าน Restaurant Rua Thai หาไม่ยากหรอกครับ พอเจอโบสถ์แล้วเลี้ยวซ้าย เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งของแม่น้ำ แล้วเลี้ยวขวามเดินตรงไปนิดเดียว ร้านอยู่ทางซ้ายมือ วันนี้ผมแนะนำว่าเราควรนอนพักผ่อนเอาแรง ถนอมขาไว้ให้ดีเพราะพรุ่งนี้เราจะเริ่มเดินเทรคแรกกันแบบจริงจัง

Trekking on the Alps 04

เช้าวันรุ่งขึ้น เราจะเริ่มวันกันประมาณซักเก้าโมงเช้า เพราะอย่าลืมว่าเราอยู่กันบนเขาสูงที่ระดับ 5,310 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล แล้วยิ่งบน Gornergrat (กอร์เนอร์กราต) ยิ่งสูงหนักขึ้นไปอีก 10,140 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิที่ด้านบนยังจะคงติดลบอยู่ อย่างน้อยเราควรรอให้แดดออกเสียก่อน เพราะแสงแดดจะทำให้เราอบอุ่นขึ้น โดยเฉพาะเวลาเดินเทรค เราจะเหมือนว่าเดินอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิประมาณสิบกว่าองศาเลยทีเดียว เราเดินจากโรงแรมเพื่ออบอุ่นร่างกาย ตรงไปที่สถานีรถไฟที่เราลงรถมาเมื่อวาน ที่ฝั่งตรงข้ามจะมีอีกหนึ่งสถานีรถไฟชื่อว่า Gornergrat Railway หรือ Gornergrat Bahnhof (กอร์เนอร์กราต บานโฮฟ) ค่ารถไฟคนละ 98 ฟรังก์สวิส รถไฟสายนี้จะพาวิ่งขึ้นไปสู่สถานี Gornergrat ที่ตั้งอยู่ด้านบนสุด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่ารถไฟสายนี้จะพาไปที่ Matterhorn (มัตเตอร์ฮอร์น) ยอดเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของสวิส แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่นะครับ เพราะการจะขึ้น Matterhorn ได้นั้น ท่านจะต้องปีนขึ้นกันอย่างเดียว สถานีที่เรามากันนี้ เป็นสถานีรถไฟด้านบนสุด ใกล้เท่าที่จะใกล้ได้แล้ว หากท่านต้องการเข้าใกล้ Matterhorn มากกว่านี้มีทางเลือกสองทาง คือการเดินเทรคอย่างที่ผมกำลังจะทำ หรือไม่ก็นั่งรถไฟสาย Matterhorn Glacier Paradise (มัตเตอร์ฮอร์น กลาเซียร์​ พาราไดซ์) ขึ้นไปบนยอดเขา Klein Matterhorn (ไคลน์​มัตเตอร์ฮอร์น​) หรือ Little Matterhorn ที่อยู่ใกล้กว่านี้ แต่ท่านต้องนั่งรถไปที่สถานีซึ่งอยู่นอก Zermatt ไปอีกประมาณ 20 นาที กลับเข้ามาที่เส้นทางของเรา รถไฟใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจาก Zermatt ขึ้นมาถึง Gornergrat จะจอดตามสถานีต่างๆระหว่างทางประมาณ 3 – 4 สถานี เราไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น แค่นั่งดูวิวเพลินๆไป จนรถไฟวิ่งมาจนสุดปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะประกาศให้คนลง ท่านต้องเก็บตั๋วรถไฟไว้ให้ดีนะครับ เพราะท่านต้องใช้ทุกครั้งที่เดินเข้า ออกสถานี ที่ Gornergrat นั้นเขาจะทำเป็นพื้นที่โล่งๆ สามารถเดินถ่ายรูปแบบพาโนรามาวิวได้จนทั่ว มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก

Trekking on the Alps 05

Million Dollars View

นั่งรถไฟกลับลงไปที่  Rotenboden (โรเตนโบเด็น) ใช้เวลา 5 นาที แล้วเริ่มเดินเทรคจากตรงนั้น ซึ่งผมเลือกใช้วิธีนี้เพราะของดีมันอยู่ตรงนี้ จากสถานี Rotenboden เมื่อเราเดินออกมานอกสถานี จะเจอแพล็ตฟอร์มที่มีเก้าอี้ม้านั่ง มีคนถ่ายรูปกันเยอะแยะ ท่านจะเห็นเส้นทางเดินเทรคสายเล็กๆที่จะนำท่านลงสู่พื้นที่ราบเชิงเขา ให้เดินตามเส้นทางนั้น เมื่อพ้นโค้งออกมาท่านจะพบกับวิวที่ฝรั่งเรียกว่า Million Dollars View คือภาพเขา Matterhorn ที่มีทะเลสาบ Riffelsee (ริฟเฟลซี) อยู่ด้านหน้า ท่านยังไม่ต้องรีบเดินลงไปที่ริมทะเลสาบ ท่านเลือกหาทำเลเหมาะๆที่อยู่บนที่สูง กะให้อยู่ตรงกลางของทะเลสาบกับยอดเขา รอจังหวะที่ลมสงบ ปลอดคน ท่านจะเห็นภาพที่ท่านเคยเห็นในอินเตอร์เน็ต นั่นก็คือภาพของ Matterhorn และเงาสะท้อนของมันในทะเลสาบ ผมกล้าพนันเลยว่า หากท่านค้นหา คำว่า Matterhorn ดู ท่านก็จะต้องพบรูปนี้ในอินเตอร์เน็ตแน่ๆ แต่นี่ท่านได้มาเห็นด้วยตาของท่านเอง ผมยังจำได้ดีว่าตอนที่ผมเที่ยวกับบริษัททัวร์ครั้งแรกในชีวิต เขาพาผมมาที่นี่ แล้วก็ปล่อยผมไว้ที่ด้านบน Gornergrat โดยที่ไม่พูดถึงสิ่งสวยงามเหล่านี้เลยว่ามันมีอยู่จริง จะเป็นเพราะความที่ไม่รู้ หรือขี้เกียจที่จะพามาก็ไม่ทราบได้ พอผมได้มาเห็นด้วยตาของตัวเองเป็นครั้งแรก ผมก็สาบานกับตัวเองเลยว่าผมจะไม่มีวันเสียเงินมาเที่ยวกับบริษัททัวร์อีกเด็ดขาด เพราะเขาทำให้เราพลาดสิ่งดีๆในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย จากริมทะเลสาบ Riffelsee เราเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางเดินมุ่งหน้าเข้าหา Matterhorn ที่อยู่ตรงหน้า

Riffelsee

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวกันเองก็มักจะจบกันที่ Riffelsee นั่นแหละ พอถ่ายรูปกันเสร็จก็หันหลังเดินกลับขึ้นรถไฟลงเขากันหมดแล้ว แต่ถ้าเราเดินต่อมาอีกประมาณ 10 นาที เราจะเจอกับทะเลสาบเล็กๆอีกแห่งหนึ่ง มันเล็กมากจนไม่มีชื่อเรียกขาน แต่ที่ตรงนี้เราจะโพสท่าถ่ายรูปได้สวยมากๆ นักท่องเที่ยวก็น้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้  ระหว่างทางจะมีป้ายบอกเส้นทางว่าแต่ละทางเดินนั้นจะนำเราไปสู่ที่ใด มีระยะเวลาบอกไว้หมดว่าถ้าจะเดินไปที่ตรงนี้ จะต้องใช้เวลากี่นาที แต่เขาจะไม่บอกเป็นระยะทาง เพราะกลัวขวัญหนีดีฝ่อ และที่สำคัญคือเส้นทางมันขึ้นเขา ลงเขา ถ้าเอามาดึงเป็นเส้นตรงเรียบๆ มันไม่ไกลหรอก แต่นี่มันต้องเดินขึ้นๆลงๆตลอดเวลา มันเลยใช้เวลานาน แต่ทริคง่ายๆคือ ถ้าเขาเขียนไว้เท่าไหร่ ก็คูณสองไปได้เลย เพราะมือใหม่หัดเดิน จะเหนื่อยเร็วกว่าผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องหยุดพักบ่อย สำหรับเราจะมุ่งหน้าสู่ Riffelberg สถานีที่อยู่ใกล้ที่สุด ถัดไปจาก Rotenboden เส้นทางสวยงาม เราจะสามารถมองเห็น Matterhorn อยู่ในสายตาตลอดเวลา เราหยุดถ่ายรูป เอาโดรนขึ้นเก็บภาพการเดินเทรคของพวกเรา ซึ่งอาจจะเป็นครั้งแรก และเพียงครั้งเดียวในชีวิตของใครบางคนก็ได้ เตรียมน้ำ เตรียมอาหาร ขนม ติดตัวไปด้วย เพราะเราไม่สามารถบอกได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า มันเป็นความสุขที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปเปรียบเทียบกับอะไรดี เพราะเราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จนเราเหลือตัวเล็กนิดเดียว คณะของเราสิบคน ใช้เวลาเดินเทรคตั้งแต่ต้นจนจบไปถึง Riffelberg 4 ชั่วโมงเศษๆ แล้วมาจับรถไฟวิ่งกลับลงไปที่ Zermatt

จากชายแดนสวิส – อิตาลี มุ่งหน้าสู่ Seceda (ซิเชดา​) เมือง Ortisei (ออร์ติเซ​) ระยะทาง 135 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถ 2.30 ชั่วโมง เมื่อมาถึงให้เอารถไปจอดที่ Garage Central เพราะใกล้สุดและปลอดภัยสุดแล้ว ถ้าใครจะลุยขึ้นไปจอดที่ Seilbahn Seceda (ไซล์บาห์น​ ซิเชดา​) ซึ่งเป็นจุดขึ้นกระเช้าเลยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะเต็ม สุดท้ายก็ต้องวนรถออกมาจอดที่ด้านล่างอยู่ดี ค่ากระเช้าขึ้น ซิเชดา ราคาคนละ 32 ฟรังก์สวิส เก็บตั๋วไว้ให้ดีเพราะต้องใช้ตอนกลับลงมาด้วย ที่เมือง ออร์ติเซ​ นี้มีกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขาสองที่คือ Seceda กับ Alpe di Siusi (อาลเป ดี​ ซิวซี่​ อาล์ป​ ดี​ซูซี) มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งคู่ แต่สำหรับส่วนตัวผม ผมชอบที่ ซิเชดา มากกว่า เพราะมันมีที่เดินเทรคเยอะแยะไปหมด วิวก็สวยงามสุดลูกหูลูกตา มีกิจกรรมทำเยอะแยะ ส่วนที่ Alpe di Siusi เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนแล้วก็แป็ก เพราะมันเป็นลานสกี มีร้านอาหารนั่งเก๋ๆอยู่มุมเดียว ขึ้นไปแล้วไปไหนต่อไม่ได้ พวกทัวร์ก็ไปกันเยอะมาก วุ่นวายเป็นเจ็กขายปลาช่อน ผมเคยขึ้นไปสองครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ แล้วก็สาปส่งไม่เอาอีกเลย ถึงแม้ว่าจะพาคณะทัวร์ไป ผมก็จะเปลี่ยนแผน พาไปขึ้น Seceda แทนทุกครั้ง สนุกกว่ากันเยอะ ที่ด้านบนจะเป็นทุ่งกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา วันที่อากาศดี จะมีคนออกมาเล่นร่มบินกันเต็มท้องฟ้า เราสามารถเอาโดรนขึ้นเก็บภาพสวยๆได้ด้วย  แต่ที่ชอบที่สุดคือการเดินไปตามสันเขาที่มีรูปร่างเหมือนใบมีด ถ่ายภาพออกมาสวยมาก แถมวิวก็อลังการงานสร้าง ถ้าเหนื่อยก็มีร้านขายเครื่องดื่มสไตล์ล๊อคเคบินให้เราได้นั่งชิลล์อีกต่างหาก  เราใช้เวลาเดินเทรค ถ่ายรูป เสพธรรมชาติกันอย่างเหลือเฟือที่ Seceda เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครหลายๆคนต้องฝันถึงเลยทีเดียว

กว่าจะลงจากเขามาก็เย็นย่ำ ตอนแรกตั้งใจว่าจะพาไปตามล่าหาโบสถ์ในตำนานอย่าง St.Johann กับ St.Magdalena (แซงต์​ โยฮันน์​ กับ แซงต์​ มักดาเลนา​ หรือ เซนต์ ภาษาอังกฤษ ที่แปลว่านักบุญ) ซึ่งความจริงอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ แต่เนื่องจากอยู่กันคนละฝั่งเขา กว่าจะขับรถไปถึงแสงอาทิตย์ก็คงหมดพอดี ไม่มีประโยชน์ที่จะลุยเข้าไป เพราะชื่อเสียงของโบสถ์มันอยู่ที่ความงามของฉากหลังที่เป็นภูเขาสูง ช่างภาพมืออาชีพต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้งในชีวิต แต่เราเลือกที่จะตรงเข้าโรงแรมที่ Cortina d’ Ampezzo (กอร์ตีนา​ ​ดัมเปซโซ​) เลยดีกว่า เพราะอยากให้ไปถึงตอนที่ยังสว่างอยู่ จะได้รู้ว่ามันงามเพียงใด ครั้งนี้เราเลือกพักที่เดิมคือ Rosapetra Spa Resort (โรซ่าเปตรา​ สปา ​รีสอร์ต​) โรงแรม 5 ดาวสุดอลังการ ระยะทาง 66 กิโลเมตร ใช้เวลาไปสองชั่วโมง เป็นไปตามแผน คือไปถึงตั้งแต่ยังมีแสงสว่าง ได้ใช้เวลาเดินชื่นชมโรงแรม กับบรรยากาศรอบๆที่งามหยด มื้อค่ำวันนี้เรากินข้าวกันในโรงแรม เพราะพ่อครัวที่นี่ฝีมือเค้าสุดยอด

เช้าวันรุ่งขึ้น เราออกจากโรงแรมกันตอนเก้าโมงเช้า แล้ววิ่งไปที่ Lake Misurina (ทะเลสาบ​ มิสุรีน่า) ระยะทาง 17 กิโลเมตรใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง ตรงนี้จะเป็นจุดที่เราถ่ายรูปออกมาได้สวยมาก เพราะในช่วงเช้า ลมสงบ เราจะเห็นเงาสะท้อนของอาคารสีเหลือง และต้นสนที่อยู่ริมน้ำได้ชัดเจน แล้วก็พากันขึ้นไปที่ Tre Cime di Lavaredo (เตร ชิมิ ดี​ ลาวาเรโด) เสียค่าผ่านทางคันละ 30 ยูโร จอดถ่ายรูปกันตรงโค้งในตำนาน หินก้อนใหญ่ ฉากหลังเป็นต้นสนเปลี่ยนสี ทุกอย่างยังคงสวยหมดจรดเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็พาไปเดินเทรคที่ด้านบน สิ่งที่แตกต่างไปจากเมื่อปีที่แล้วก็เห็นจะเป็นตรงที่ว่าปีนี้คนเยอะมาก หรืออาจจะเป็นเพราะเรามาช่วงเช้า และแถมอากาศยังเป็นใจ ฟ้าใสกิ๊ก ลมเย็นสบาย เอาโดรนขึ้นเก็บภาพบรรยากาศ เพราะเมื่อปีที่แล้วไม่ได้เอาโดรนขึ้นเลย ระยะทางเดินเทรครอบเขา 9.5 กิโลเมตร แต่เราไม่พาเดินจนครบ เพราะชาวคณะจะไม่ไหว เลยพาเดินไปจนถึงอนุเสาวรีย์ที่ตั้งอยู่ตรงริมหน้าผา ทุกคนอิ่มเอมใจเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ได้จะมากันได้ง่ายๆ เป็นมรดกโลก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะยืนถ่ายรูปจากจุดชมวิวที่อยู่ด้านล่างของภูเขาไกลๆ ไม่ได้ขึ้นมาสัมผัสกับความอลังการของข้างบนนี้


CREDITS:
PHOTOS: Flt.Lt Dr. Suchet Sundaravej
ART DIRECTOR: Perayut Limpanastitphon


สามารถอ่านคอนเทนต์อื่นๆ ที่น่าสนใจได้ ที่นี่

Share:

Facebook
Twitter
Pinterest
LinkedIn
On Key

Related Posts

Your Tarot Weekly

Post Views: 24 คำพยากรณ์รายสัปดาห์ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน – วันเสาร์ที่​ 1 ตุลาคม พ.ศ.2565 โดย​ มาดามราเชล วันอาทิตย์ อุปนิสัย​ : ดวงชะตามักมี…

PINOCCHIO การ์ตูนสุดคลาสสิกจากดิสนีย์กลับมาอีกครั้งในฉบับคนแสดง

รีวิวหลังดูจบแบบไม่สปอยล์ : PINOCCHIO ย้อนวัยเยาว์กับหุ่นไม้จมูกยาวและความฝันจะกลายเป็นคน ผลงานการกำกับจากโรเบิร์ต เซเม็กคิส

Tarot 18 Sep_thumbnail

Your Tarot Weekly

Post Views: 59 คำพยากรณ์รายสัปดาห์ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน – วันเสาร์ที่​ 24 กันยายน พ.ศ.2565 โดย​ มาดามราเชล วันอาทิตย์ อุปนิสัย​ : ดวงชะตามัก…

Seoul Vibe : เหยียบมิดไมล์ เจาะเวลาหาอดีตซิ่งทะลุโซลไปกับยูอาอิน

รีวิวหลังดูจบแบบไม่สปอยล์ : Seoul Vibe ซิ่งทะลุโซล – มองประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่แฝงไว้ภายใต้หนังซิ่งรถเบาสมองที่มีอะไรให้ค้นหามากกว่าที่คิด

Your Tarot Weekly

Post Views: 44 คำพยากรณ์รายสัปดาห์ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน – วันเสาร์ที่​ 17 กันยายน​ พ.ศ.2565 โดย​ มาดามราเชล วันอาทิตย์ อุปนิสัย​ : ดวง…