TAG Heuer เผยโฉม TAG Heuer Monaco Evergraph ถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรมที่แตกต่างในแนวคิดอาวองการ์ด หลอมรวมประวัติศาสตร์ ในงาน Watches & Wonders 2026

TAG Heuer ฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมซงกับกลไกโครโนกราฟ เมซงได้นำกลไกนี้มาตีความในรูปแบบที่ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ของ TAG Heuer กว่า 160 ปีแห่งนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญ โดยโครโนกราฟดำเนินร้อยเรียงเป็นเส้นสายประวัติศาสตร์ของ TAG Heuer เข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ นาฬิการุ่น TAG Heuer Monaco Evergraph ก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ เผยความชำนาญด้านศาสตร์การผลิตนาฬิกา ถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรมกลไกที่แตกต่างทั้งหมด และตีความสัญลักษณ์ทรงสี่เหลี่ยมอันโดดเด่นในแนวคิดอาวองการ์ด

ในช่วงทศวรรษ 1960 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดศักราชให้กับเมซงภายใต้การนำของ Jack Heuer (แจ็ค ฮอยเออร์) โดยเป็นช่วงเวลาที่ให้กำเนิดเรือนเวลาระดับไอคอนิกอย่าง TAG Heuer Autavia และ TAG Heuer Carrera และในปี 1969 ได้พัฒนานำไปสู่สองหมุดหมายสำคัญ ได้แก่ การเปิดตัว TAG Heuer Monaco รุ่นแรก พลิกโฉมการออกแบบนาฬิกาด้วยการเป็นโครโนกราฟอัตโนมัติทรงสี่เหลี่ยมเรือนแรกที่สามารถกันน้ำได้ และเปิดตัวคาลิเบอร์ 11 กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติที่มีการผลิตในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลก
ในปีเดียวกันนั้นเมซงเป็นแบรนด์หรูรายแรกที่ปรากฏบนรถแข่ง Formula 1 ผ่านความร่วมมือกับ Jo Siffert (โจ ซิฟเฟิร์ต) นับเป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ อันยาวนานกับโลกมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งต่อมาได้ขยายสู่ความร่วมมือกับ Scuderia Ferrari ในปีค.ศ.1971
นำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์จับเวลา Le Mans Centigraph รวมถึงภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ของนักแข่งที่สวมใส่นาฬิกา Heuer Carrera รุ่นอ้างอิง 1158 ตอกย้ำสถานะของเมซงในฐานะหนึ่งในผู้เล่นสำคัญบนเวทีของโลกมอเตอร์สปอร์ต
ผลักดันขอบเขตของเวลาให้ก้าวไปอีกขั้นที่กำหนดเรื่องราว คือการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างมีเป้าหมาย โดยยึดเป็นแนวทางในการยกระดับประสบการณ์ของผู้สวมใส่อย่างแท้จริง และ Calibre TH80-00 ซึ่งขับเคลื่อน TAG Heuer Monaco Evergraph รุ่นล่าสุดนี้

Calibre TH80-00 มากับกลไกโครโนกราฟแบบ Compliant ที่ออกแบบอย่างเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้การนำของ TAG Heuer และการพัฒนาร่วมอย่างใกล้ชิดกับ Vaucher Manufacture Fleurier ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตกลไกชั้นนำ โดยใช้ชิ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและได้รับการพัฒนา โดย TAG Heuer LAB
เป็นการยกระดับทั้งการทำงานและสัมผัสของการกดใช้งานคอมพลิเคชันโครโนกราฟขึ้นใหม่ทั้งหมด ติดตั้ง TH-Carbonspring Oscillator ที่มอบความต้านทานต่อสนามแม่เหล็กและความเที่ยงตรงในการทำงาน ควบคู่กับความถี่ 5 เฮิรตซ์ พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง รับรองมาตรฐาน COSC และการรับประกัน 5 ปี

โดยแต่ละองค์ประกอบล้วนถือเป็นความก้าวหน้า กลไกโครโนกราฟแบบ Compliant ถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดของเรือนเวลารุ่นนี้ โดยลดทอนคันโยกและสปริง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้นแทนที่ด้วยชิ้นส่วนแบบยืดหยุ่นชนิดทวิถีเสถียรจำนวนสองชุด ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยี LIGA ที่มีความเที่ยงตรงสูง แม่นยำและรวดเร็ว ชุดแรกทำหน้าที่ควบคุมการเริ่มและหยุดการจับเวลา อีกชุดรีเซ็ตกลไก ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปี ภายใน TAG Heuer LAB มอบความทนทาน ความน่าเชื่อถือและความเที่ยงตรงในระดับสูง ผลงานความร่วมมือจากหลายทีมผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับนาฬิการุ่น TAG Heuer Monaco Evergraph คงรูปทรงและเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นอ้างอิง 1133 ในปีค.ศ.1969 โครงสร้างที่เชื่อมต่อระหว่างกลไกและตัวเรือน ที่คงอัตลักษณ์และยกระดับด้านความโค้งรับข้อมือและความโดดเด่นเมื่อสวมใส่ ส่วนโค้งทำหน้าที่ประคองตำแหน่งของชุดลาน และชุดเอสเคปเมนต์ไว้ภายในโครงสร้างกลไก
ซึ่งเลือกใช้โครงสร้างแบบกลับด้าน เผยให้เห็นชุดบาร์เรล ชุดเฟืองส่งกำลัง รวมถึงบาลานซ์และเอสเคปเมนต์ TH-Carbonspring ได้อย่างชัดเจนผ่านด้านหน้าปัด อีกทั้งระบบขึ้นลานอัตโนมัติที่ออกแบบขึ้นช่วยยกระดับกลไกนี้สู่มาตรฐานของศาสตร์การบอกเวลาชั้นสูง

บนตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 40 มิลลิเมตร ที่ได้รับการออกแบบโดยยึดหลักสรีระหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีและนาทีของโครโนกราฟจัดวางอย่างสมมาตร หน้าปัดแบบโปร่งใสช่วยสร้างภาพลวงตาราวกับว่าการแสดงผลทั้งหมดลอยอยู่ภายในตัวเรือน มอบมิติที่ดูเบาบางและงดงามให้กับการแสดงเวลา
เม็ดมะยมด้านซ้ายเอกลักษณ์ปีค.ศ.1969 สู่การออกแบบปุ่มกดทรงยาวรูปแบบที่แตกต่าง ฝาหลังแซฟไฟร์ทรงสี่เหลี่ยม เปิดมุมมองของกลไก พัฒนาให้สอดรับกับตัวเรือนยกระดับความสบายในการสวมใส่ ราวกับผลงานสถาปัตยกรรมขนาดย่อมบนข้อมือ แข็งแกร่งและทรงพลัง ให้กลิ่นอายของดีไซน์แบบบรูทัลลิสต์ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์.

นาฬิการุ่น TAG Heuer Monaco Evergraph คงความร่วมสมัยอย่างเต็มเปี่ยม หล่อหลอมประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของเมซง โดยรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมที่ประดับด้วย แต่งแต้มรายละเอียดสีน้ำเงิน ได้แรงบันดาลใจจากรุ่นอ้างอิง 1133B ซึ่งเป็นที่รู้จัก อย่างกว้างขวางจากการสวมใส่ของสตีฟ แมคควีน ขณะที่อีกรุ่นมาในตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำตกแต่งรายละเอียดสีแดง ถ่ายทอด DNA แห่งโลกมอเตอร์สปอร์ตของเมซง ที่สะท้อนทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตของนวัตกรรมของ TAG Heuer
CREDITS:
PHOTOS: COURTESY OF TAG HEUER





