Vacheron Constantin เผยโฉม นาฬิกา Celestia Astronomical Grand Complication สร้างสรรค์เป็นเกียรติแก่ทฤษฎีสุริยจักรวาลและทฤษฎีโลก
Vacheron Constantin เผยโฉม นาฬิกา Celestia Astronomical Grand Complication สร้างสรรค์สองรุ่นที่ต่างผลิตขึ้นเพียงชิ้นเดียวเป็นเกียรติแก่ทฤษฎีสุริยจักรวาลและทฤษฎีโลก
ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 3600 ที่รังสรรค์ขึ้นภายในโรงงาน มีส่วนประกอบ 514 ชิ้น เสริมระบบคอมพลิเคชั่นด้านดาราศาสตร์ 23 กลไก เผยความประณีตภาพแกะสลักด้วยมืออย่างวิจิตรของจักรวาลตามจินตนาการของ Ptolemy และ Copernicus




Vacheron Constantin ฉลองวาระครบรอบ 270 ปีแห่งการแสวงหาความเป็นเลิศด้วย นาฬิกา Les Cabinotiers ที่มีชื่อว่า ‘La Quête’ ซึ่งเป็นการรำลึกถึงดาราศาสตร์และ การเดินทางผจญภัยในสมัยโบราณ แสดงถึงความท้าทายในด้านเทคนิคและความสง่างามที่สำคัญ และเน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญของเมซงในการผลิตนาฬิกาที่มีระบบ Grande Complication โดดเด่นด้วยงานฝีมืออันประณีต บนตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตร หนา 13.91 มิลลเมตร
นาฬิกา Celestia Astronomical Grand Complication ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 3600 ที่ใช้งานครั้งแรกในนาฬิกา Les Cabinotiers Celestia กลไกที่ได้รับการพัฒนานาน 5 ปีปรับแต่งส่วนประกอบอย่างประณีต 514 ชิ้นและระบบคอมพลิเคชันด้านดาราศาสตร์ 23 กลไก มีความหนาเพียง 8.7 มิลลิเมตร กันน้ำ 30 เมตร
ซึ่งนับเป็นศิลปะแห่งการย่อส่วนที่ยกย่องแด่นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ การเฝ้าสังเกตดวงดาว วัฏจักรของฤดูกาลและการสลับไปมาระหว่างกลางวันและกลางคืน สู่การพยายามสร้างแบบจำลองของจังหวะเหล่านี้ มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ก่อให้เกิดหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งแรกๆ ที่ทำให้กาล-อวกาศกลายเป็นแนวคิดที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น Ptolemy นักดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 2 จาก Alexandria ได้จินตนาการถึงจักรวาลที่โลกหยุดนิ่งเป็นศูนย์กลางโดยมีเหล่าดวงดาวและดาวเคราะห์ต่างๆ โคจรไปรอบโลกอย่างสมดุล
หลายศตวรรษต่อมา นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ Nicolaus Copernicus ได้ระบุว่าดวงอาทิตย์คือศูนย์กลาง โดยย้อนกลับไปสู่ทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โดย Aristarchus of Samos เป็นผู้กล่าวถึงเป็นคนแรกตั้งแต่ 3 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งพยายามล้มล้างความคิดเห็นที่ยึดถือกันมาเป็นเวลา 1,500 ปี และเปิดเส้นทางไปสู่การตีความท้องฟ้าแบบใหม่

ตัวเรือนของนาฬิกาแต่ละเรือนแสดงมุมมองที่แตกต่างกันของจักรวาล สลักด้วยภาพการเคลื่อนที่ ของดาวเคราะห์ตามระบบของดาวนั้นๆ ของ Ptolemy ซึ่งให้โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และของ Copernicus ซึ่งใช้การปฏิวัติสุริยะที่ก่อให้เกิดดาราศาสตร์สมัยใหม่เป็นสัญลักษณ์
การอ่านเวลาทั้งสามแบบนาฬิกา Celestia Astronomical Grand Complication โดดเด่นด้วยการแสดงค่าเวลาสามแบบ ได้แก่ เวลาสากล เวลาสุริยคติและเวลาดาราคติ ซึ่งแต่ละระบบมีกลไกขับเคลื่อนเฉพาะตัว โดยเวลาสากลและเวลาสุริยคติจะระบุด้วยเข็มนาฬิกาตรงกลางแบบเปิดบนหน้าปัดด้านหน้า เนื่องจากโลกโคจรเป็นวงรี รอบดวงอาทิตย์และแกนของโลกทำมุมเอียง 24 องศา ความแตกต่างระหว่างวันสุริยคติ (หรือวันจริง) และวันสากลที่มี 24 ชั่วโมง (วันเฉลี่ย) ที่เรียกกันว่าสมการเวลา นั้นมีตั้งแต่ -16 ถึง +14 นาที โดยขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาของปีและจะเกิดขึ้นตรงกันเพียงสี่ครั้งต่อปีในช่วงครีษมายันและวิษุวัต เนื่องจาก ตัวแปรเหล่านี้เหมือนกันทุกปี สามารถตั้งโปรแกรมอัตโนมัติได้โดยใช้ลูกเบี้ยวที่ควบคุมการแสดงค่า
ความแตกต่างของเวลาที่แสดงออกในรูปแบบสมการเวลา โดยเวลาตามสุริยคติจะแสดงด้วยเข็มนาทีที่มีปลายเข็มรูป «ดวงอาทิตย์» อยู่ร่วมแกน กับเข็มแสดงเวลาสากล ซึ่งเข็มนี้จะช่วยให้สามารถอ่านค่าเวลาทั้งสองแบบได้ทันที โดยจะเคลื่อนไปข้างหน้า หรือข้างหลังเข็มบอกเวลาเฉลี่ยเมื่อปีดำเนินไปเวลาดาราคติจะแสดงอยู่ที่ด้านหลังของนาฬิกา ตามค่าเฉลี่ยของแผนที่ท้องฟ้าที่ทำจากแผ่น

แซฟไฟร์สองแผ่นซ้อนทับกัน โดยด้านบนเป็นดิสก์แบบอยู่กับที่ เผยลวดลายกลุ่มดาวและดิสก์แผ่นล่างที่ขยับได้ ในขณะที่โลกหมุนรอบแกนและโคจรรอบดวงอาทิตย์ เวลาที่ใช้ในการหมุนครบ 360° เทียบกับดาวฤกษ์บนท้องฟ้าจะใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งวันปฏิทินประมาณ 4 นาทีระยะเวลาของระบบที่เรียกว่าเวลาดาราคติ คือ 23 ชั่วโมง 56 นาที และ 4 วินาที มาตรวัดเวลา
ดาราคติจะทำเครื่องหมายไว้รอบขอบดิสก์ แผ่นล่างที่ขยับได้ ซึ่งหมุนเร็วกว่า เวลาสากล 4 นาทีในแต่ละวันและวันที่ปัจจุบันจะระบุด้วยเข็มชี้สามเหลี่ยมสีเหลืองบนแผ่นหมุนนี้ วงรีสีน้ำเงินแบบเยื้องศูนย์ทำหน้าที่ เป็นท้องฟ้าพื้นหลัง เพื่อบอกว่าลวดลายกลุ่มดาวใดที่อยู่ บนแผ่นดิสก์ด้านบนสามารถมองเห็นได้ จากสถานที่ที่ระบุบนโลกตามเวลาจริง ราวกับ
การเต้นรำของดวงดาวที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา เส้นวงรีสีขาวระบุถึงเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า (ภาพฉายจากเส้นศูนย์สูตรของโลกเอียงที่ 24 องศา) และเส้นวงรีสีแดงระบุถึงสุริยวิถี (ระนาบวงโคจรของโลก) ความเชี่ยวชาญทางดาราศาสตร์ เช่นเดียวกับเวลาสากลและสมการเวลา หน้าปัด ด้านหน้าแสดงระบบคอมพลิเคชันเพิ่มเติม 7 กลไก ซึ่งจัดเรียงอยู่บนพื้นหลังลายไม้ทำจากไวท์โกลด์หรือพิงค์โกลด์ 18K โดยขึ้นอยู่กับรุ่นปฏิทินถาวรแสดงวันและเดือนใน ช่องหน้าต่างที่ตำแหน่ง 1 นาฬิกาและปีอธิกสุรทินในหน้าต่างทรงกลมขนาดเล็กที่วางอยู่เหนือตัวจับเวลาใน ตำแหน่ง 3 นาฬิกาที่ระบุวันที่ด้วยเข็มนาฬิกา Serpentine ปฏิทินถาวรนี้ตั้งโปรแกรมไว้จนถึงปีค.ศ. 2100 ซึ่งเป็นปีที่ไม่ใช่ปีอธิกสุรทิน (Leap year) เสริมตัวบ่งชี้ข้างขึ้นข้างแรมที่แม่นยำ ฟังก์ชันนี้ปรับแต่งเพียงหนึ่งครั้งในทุก 122 ปี จะแสดง ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกาด้วยค่าเฉลี่ยของแผ่นดิสก์ที่ทับซ้อนกัน 2 แผ่น โดยแผ่นดิสก์ด้านบนเป็นแบบโปร่งใส มีรูปดวงจันทร์ที่สลักด้วยเลเซอร์และแผ่นดิสก์ด้านล่างแบบขุ่น เพื่อระบุกลางวันและกลางคืน อายุของดวงจันทร์ หรือจำนวนวันนับ ตั้งแต่วันที่ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งล่าสุด สามารถอ่านค่าได้จากขอบบริเวณส่วนล่างของหน้าปัดแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก ระบุด้วยเข็มนาฬิกาบนสเกลแบบแบ่ง ระดับ
รวมถึงความยาวของกลางวันและกลางคืนที่อยู่บนบนมาตรวัดระหว่างเข็มนาฬิกา ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา มีแผ่นดิสก์หมุนประจำปีที่แสดงกลุ่มดาวจักรราศี ฤดูกาล ครีษมายันและวิษุวัต ที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกา แสดงมาตรวัดน้ำขึ้นน้ำลงหรือกระแสน้ำ ซึ่งเป็นระบบคอมพลิเคชันทางดาราศาสตร์สมบูรณ์แบบ โดยการแสดงผลผสานตัวบ่งชี้ระดับน้ำขึ้นน้ำลงและการแสดงภาพสามมิติ ในการเรียงตัวของโลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
การจัดเรียงนี้ควบคุมแอมพลิจูดของกระแสน้ำได้อย่างแม่นยำ ซึ่งมีระยะสูงสุดเมื่อดาวทั้ง 3 ดวงอยู่บนแกนเดียวกัน คือ ในช่วงข้างขึ้นและข้างแรม บริเวณด้านหลังของตัวเรือน มีการแสดงเวลา แบบดาราคติโดดเด่นด้วยตัวแสดงพลังงานสำรองแบบรอบนอก ที่สำรองพลังงานได้ 3 สัปดาห์จากกระปุกลาน 6 ชิ้นที่ติดตั้งเรียงกัน เสริมด้วยตูร์บิญงหนึ่งนาที ซึ่งยึดด้วยคานยึดแบบไม่สมมาตรอยู่

บริเวณด้านหลังของตัวเรือน แสดงตัวบ่งชี้ทางดาราศาสตร์ที่ด้านหน้า กรงตูร์บิญงที่ต้านการกระทบของแรงโน้มถ่วงโลก ที่เปลี่ยนตำแหน่งตัวเองอยู่ตลอดเวลามาในรูปทรงของมอลทิส ครอส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมซงมาตั้งแต่ปีค.ศ.1880 โดดเด่นด้วยหัตถศิลป์ชั้นสูง métiers d’art การแกะสลักแบบฌองป์เลอเว่ ระบบโลกเป็นศูนย์กลางของ Ptolemy ได้รับ การถ่ายทอดออกมาผ่านการแกะสลักด้วยมือในรูปดาวเคราะห์ ที่โคจรรอบโลกในรูปแบบของ แผนที่โลกล้อมรอบเม็ดมะยม งานช่างแกะสลัก ผู้เชี่ยวชาญเริ่มต้นด้วยการ วาดวงรีที่สอดคล้องกับวิถีโคจรของดาวเคราะห์โดยใช้เทคนิค drypoint (ดรายพอยต์) โดยวงรีใช้เทคนิคการแกะสลักแบบ champlevé (ฌองป์เลอเว่) ให้มีความลึกเพียง 1/10 มิลลิเมตรบนขอบหน้าปัด และ 2/10 มิลลิเมตรบนตัวเรือนและขาตัวเรือนและทำการไล่ระดับ บริเวณที่กลวงด้วยมืออย่างละเอียดเพื่อให้มีลักษณะที่ดูเหมือน


สร้างความโดดเด่นที่ตัดกันกับส่วนวงรีที่ขัดเงาบนพื้นผิว เน้นเอฟเฟ็กต์ความลึก ดาวเคราะห์ต่างๆ จึงมีลักษณะนูนขึ้นเล็กน้อย และมีพื้นผิวละเอียดเพื่อจำลองรูปลักษณ์ของดาวเคราะห์เหล่านั้นในจักรวาลและโลก ซึ่งมีทวีปต่างๆ ที่ขัดเงา ด้วยมือในรูปแบบนูนต่ำ โดยเม็ดมะยมแสดงถึงทฤษฎีระบบที่ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของ Copernicus มีดวงอาทิตย์ที่แผ่รังสีไปยังตัวเรือนและขาตัวเรือน ในขณะที่ดาวเคราะห์ต่างๆ เคลื่อนที่ไปตามวงโคจรของตัวเอง
เทคนิคการแกะสลัก แบบฌองป์เลอเว่ซึ่งใช้การเซาะส่วนลึกและขัดเงา ศูนย์กลางทางเรขาคณิตของวงโคจรของดาวเคราะห์ที่อยู่ในตำแหน่ง ด้านซ้ายของตัวเรือนนำมาจัดวางอยู่นอกกรอบของตัวเรือน จำเป็นต้องมีการทำเครื่องมือขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อวาดส่วนโค้งวงกลมด้วยวงเวียนซึ่งยิ่งทำให้การทำงานซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีพื้นผิวที่โค้งมน ดาวเคราะห์แกะสลักแบบนูนต่ำ เพื่อสร้างรูปทรงโดมและขัดเงาให้ตัดกับกับพื้นผิวของพื้นหลัง แบบเซาะร่อง การแกะสลักบนนาฬิกาแต่ละเรือนแสดงให้เห็นการทำงานถึง 240 ชั่วโมงของช่างแกะสลักผู้เชี่ยวชาญจากเวิร์คช็อปหัตถศิลป์ชั้นสูงของเมซง
CREDITS:
PHOTOS: COURTESY OF VACHERON CONSTANTIN





