ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ร่วมกับ Pause One และ Empathy Gallery ภูมิใจนำเสนอ “The Invisible Heart” นิทรรศการกลุ่มร่วมสมัยโดย Marcus Xu

見えない私と共に、南国へ’
“สู่แดนใต้ที่อบอุ่น ไปกับตัวตนที่ซ่อนอยู่ของฉัน”
ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ร่วมกับ Pause One และ Empathy Gallery ภูมิใจนำเสนอ “The Invisible Heart” นิทรรศการกลุ่มร่วมสมัยโดย Marcus Xu ที่ตีความประเด็นเรื่องอัตลักษณ์และการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม ผ่านการพบกันของ “หน้ากากโขน” ศิลปะโบราณของสยาม และ “ป๊อปอาร์ตญี่ปุ่น” อันเปี่ยมสีสัน
ท่ามกลางกระแสที่ประสานกันของโลกาภิวัตน์และความเป็นท้องถิ่น ศิลปินรุ่นใหม่ถ่ายทอดมุมมองอันซับซ้อนต่อเรื่องราวของตัวตน ความทรงจำ และภูมิศาสตร์ ผ่านการใช้ “หน้ากากโขน” (隠れ物 – สิ่งที่ถูกซ่อนไว้) เป็นสัญลักษณ์แทนอัตลักษณ์โบราณแห่งสยามที่ถูกนำมาสนทนากับโลกป๊อปในยุคสมัยใหม่
หน้ากากโขนเป็นตัวแทนของพิธีกรรมและพลังเหนือธรรมชาติ เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับโลกของเหล่าทวยเทพและวีรบุรุษแห่งรามเกียรติ์ แต่ในสังคมปัจจุบันที่เปี่ยมไปด้วยแรงกดดันและความซับซ้อนมากมาย หน้ากากเหล่านี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘หน้ากากสังคม’ ที่เราทุกคนต่างสวมโดยไม่รู้ตัว นิทรรศการจึงชวนให้เราหันกลับมามองตนเอง ถอดหน้ากากเหล่านั้นออก และประกาศกับตัวเองว่า “ฉันก็คือวีรบุรุษในแบบของตัวฉันเอง”
ในการแสดงโขนโบราณ หน้ากากมิได้เป็นเพียงองค์ประกอบแห่งเครื่องแต่งกาย หากแต่มีบทบาทสำคัญในการลบเลือนอัตลักษณ์ของผู้แสดง เป็นสื่อตัวกลางให้ผู้ชมได้จดจ่อกับตัวละครและเนื้อเรื่องแทนที่จะยึดติดอยู่กับตัวตนของนักแสดง ในทำนองเดียวกัน ป๊อปอาร์ตเองก็มักแฝงชั้นความหมายไว้เบื้องหลังภาพที่ดูน่ารัก เรียบง่าย ภาพที่อาจดูเบาสบายแต่กลับซ่อนตัวตนที่มองไม่เห็นไว้อย่างแนบเนียน ตัวตนที่แม้จะไร้รูป แต่กลับสั่นสะเทือนอยู่ภายใน เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านและการก้าวข้ามของแต่ละบุคคลท่ามกลางโลกสมัยใหม่ที่หมุนเร็วและท้าทายอย่างไม่หยุดนิ่ง
ในอีกมุมหนึ่ง “Tropical Heart” หรือ หัวใจแดนร้อน ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนอุปมาทางจิตวิญญาณ ที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นซึ่งมีมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ วิถีชีวิตของคนไทยที่ดำเนินไปอย่างเนิบช้า สบาย ๆ ไร้การเร่งรีบ กลับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่มองไม่เห็น แต่ทรงพลังอย่างยิ่งต่อจังหวะชีวิตอันเป๊ะเป็นระเบียบของสังคมญี่ปุ่น ชื่อนิทรรศการฉบับภาษาญี่ปุ่นจึงมีชื่อว่า ‘見えない私と共に、南国へ’ ซึ่งมีความหมายว่า “สู่แดนใต้ที่อบอุ่น ไปกับตัวตนที่ซ่อนอยู่ของฉัน” นั่นเอง
นิทรรศการ The Invisible Heart นำเสนอผลงานผ่านหลากหลายเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นสีอะคริลิก สีน้ำแร่จากหิน แก้ว ไปจนถึงศิลปะสื่อผสมร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นปัจเจกและวัฒนธรรมป๊อป ผ่านธีม Invisible Me, Always Yearning for the Tropical Home หรือ ‘ตัวฉันที่มองไม่เห็น ผู้โหยหาบ้านในแดนร้อน’ ภาพจำของความน่ารัก หรือสัญลักษณ์จากป๊อปคัลเจอร์ที่เคยถูกมองว่าไร้สาระ กลับถูกยกระดับขึ้นมาเป็นบทสนทนาอันลึกซึ้ง ว่าด้วยเสรีภาพและตัวตนอันเป็นอิสระด้วยสีสันที่สดใส โทนภาพที่เยียวยาใจ และเรื่องราวที่ซ่อนนัยยะให้ตีความ นิทรรศการนี้จะพาคุณดำดิ่งสู่พลังทางสุนทรียะของป๊อปอาร์ตญี่ปุ่น และสายใยอันแยบยลที่เชื่อมโยงมันเข้ากับประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างแนบแน่น
ฤดูร้อนนี้ ขอชวนคุณมาร่วมหาคำตอบในนิทรรศการ The Invisible Heart ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก การเดินทางแห่งความคิดที่พาความ “คาวาอี้” ไปสู่มิติใหม่ จากความน่ารักที่เรียบง่าย สู่บทสนทนาเชิงปรัชญาและความเป็นอิสระแห่งจินตนาการ
เกี่ยวกับศิลปิน
1. HAYATO MACHIDA

ฮายาโตะ มาชิดะ (Hayato Machida) เกิดที่จังหวัดโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1995 ผลงานของมาชิดะได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมป๊อปและซับคัลเจอร์ทั้งของญี่ปุ่นและอเมริกา รวมถึงสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เขาเติบโตมาในโอกินาวา หัวใจของงานศิลปะของมาชิดะคือความรู้สึกขัดแย้งภายใน ซึ่งเกิดจากคำถามที่มีต่อตัวตนของตนเอง รวมถึงความอึดอัดต่อสภาวะทางสังคมและการเมืองในปัจจุบัน หนึ่งในสัญลักษณ์ที่มักปรากฏในผลงานของเขาคือ “หยดน้ำตา” ซึ่งแทนสภาวะตึงเครียดของอัตลักษณ์ที่กำลังสั่นคลอน และเป็นภาพแทนของการปะทะกันระหว่างความคิดเชิงจิตวิทยากับสัญชาตญาณทางชีวภาพ หยดน้ำตาในผลงานของเขาไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความเศร้า แต่คือกระบวนการเยียวยา และการทำความเข้าใจตัวเองในห้วงเวลาที่ตัวตนไร้เสถียรภาพ

นอกจากนี้ ผลงานมาชิดะยังเปิดพื้นที่ให้คุณค่าทางสังคมและการเมืองที่ขัดแย้งกันได้ดำรงอยู่ร่วมกันบนผืนผ้าใบ โดยไม่ต้องหาทางตัดสินหรือเผชิญหน้าโดยตรง เขาใช้ศิลปะเป็นพื้นที่ตั้งคำถามต่อเรื่องของตัวตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เชื้อชาติ หรือภูมิหลัง พร้อมชวนให้เราทบทวนความสัมพันธ์ระหว่าง “ความจริง” กับ “อุดมคติ” ที่มนุษย์ต่างเฝ้าตามหา
2. Isayamax

Isayamax เกิดที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1982 เขาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยด้านการออกแบบ และเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะนักออกแบบและนักวาดภาพประกอบนานถึง 8 ปี ก่อนจะผันตัวมาเป็นศิลปินอิสระเต็มตัวในปี ค.ศ. 2013 นับตั้งแต่นั้น เขาได้สร้างสรรค์ผลงานภาพประกอบให้กับหลากหลายโปรเจกต์ ทั้งในแวดวงโฆษณา แบรนด์สินค้า และความร่วมมือกับศิลปินชื่อดังมากมาย
ในปี ค.ศ. 2015 Isayamax เริ่มโพสต์ภาพวาดต้นฉบับของตนลงบน Instagram ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดประตูสู่การเป็นศิลปินในโลกศิลปะร่วมสมัยอย่างเต็มตัว และได้จัดนิทรรศการเดี่ยวในโตเกียวและโอซาก้าในปี ค.ศ. 2019 อีกทั้งยังได้เข้าร่วมงาน ART FAIR ASIA FUKUOKA ในปี ค.ศ. 2021 ซึ่งถือเป็นก้าวแรกอย่างเป็นทางการในวงการศิลปะร่วมสมัยของ Isayamax



ผลงานของเขามีรากฐานมาจากวัฒนธรรมต่อต้านกระแสหลัก (counterculture) ในช่วงยุค ค.ศ. 1990s ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เขาเติบโตมา ผสมผสานเข้ากับความงามและกลิ่นอายของยุค ค.ศ. 1970s โดยเฉพาะสไตล์การเล่าเรื่องด้วยภาพที่อ่อนไหวและดราม่าในมังงะโชโจยุค 70s ซึ่งมีสอดคล้องกับศิลปะแบบ bijin-ga หรือภาพเขียน “หญิงงาม” ตามขนบญี่ปุ่นโบราณ
อีกด้านหนึ่ง ผลงานของเขายังสะท้อนวิวัฒนาการของ kawaii culture (วัฒนธรรมน่ารักแบบญี่ปุ่น) ตั้งแต่แฟชั่น gyaru แห่งชิบุย่าในยุค 90s สไตล์ฮาราจูกุ ไปจนถึงไอดอลร่วมสมัยอย่าง AKB48 ความงามแบบ K-pop และคาแรคเตอร์ไอคอนิกอย่าง Sanrio ที่เป็นอิทธิพลให้ Isayamax สามารถพัฒนาภาษาทางศิลปะของตนอย่างไม่หยุดนิ่งเติบโตต่อไปได้เรื่อย ๆ




ผลงานของเขาสามารถเชื่อมโยงผู้ชมต่างวัยได้อย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ความละเมียดละไมของมังงะยุค 70s ที่คนรุ่นพ่อแม่หลงรัก ไปจนถึงพลังแห่งความขบถของแฟชั่นยุค 90s ที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นลูก และความป๊อปของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับวัฒนธรรมดิจิทัล การหลอมรวมอย่างมีเอกลักษณ์นี้ทำให้ผลงานของเขาก้าวข้ามข้อจำกัดทั้งด้านอายุและพรมแดน เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายผ่านความรู้สึกร่วมแห่งอดีต และจินตนาการใหม่แห่งอนาคตได้อย่างงดงาม
3. KUBOKI Kaname

คุโบกิ คานาเมะ (KUBOKI Kaname) เกิดที่เมืองเกียวโตในปี ค.ศ. 1995 คุโบกิสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิจิตรศิลป์จากมหาวิทยาลัย Kyoto Seika เมื่อปี ค.ศ. 2017 ผลงานของเธอประกอบด้วยวัตถุที่สร้างขึ้นจากเซรามิกและแผ่นอะคริลิกซ้อนทับกัน ซึ่งล้วนไม่มีรูปแบบหรือลวดลายที่เฉพาะเจาะจง หากแต่ล่องลอยอยู่ระหว่างความรู้สึก ‘คุ้นเคย’ และ ‘ไม่คุ้นเคย’ โดยพยายามถ่ายทอดรูปร่างที่ชวนให้นึกถึงพลังแห่งชีวิต



ชิ้นงานที่สร้างขึ้นจากแผ่นอะคริลิกเหล่านี้เปิดบทสนทนาระหว่าง ‘วัตถุ’ ที่เป็นรูปธรรม กับ ‘ภาพ’ ที่ไร้ตัวตน ซึ่งเผยตัวออกมาผ่านปฏิกิริยาของแสง เมื่อแสงตกกระทบบนพื้นผิวอะคริลิก มันจะทะลุผ่านและสะท้อนภาพไปยังอีกด้านหนึ่ง ภาพที่ปรากฏโดยอาศัยการหักเหของแสงจึงมักดูมีรายละเอียดชัดเจนยิ่งกว่าวัตถุต้นแบบ
ความย้อนกลับนี้ที่ทำให้ “ภาพ” ดูสมจริงยิ่งกว่า “วัตถุ” เป็นการปลุกเร้าความตระหนักถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกเสมือน พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อการรับรู้ของเราว่า สิ่งใดกันแน่คือสิ่งที่จับต้องได้ และสิ่งใดคือเพียงภาพลวงตาที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
4. Momoko Nakamura

โมโมโกะ นากามูระ (Momoko Nakamura) เกิดที่กรุงโตเกียวในปี ค.ศ. 1991 หลังจากเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในสายกราฟิกดีไซน์ โมโมโกะ นากามูระ ได้เบนเข็มเข้าสู่งานภาพประกอบและศิลปะร่วมสมัย ปัจจุบันเธอทำงานอย่างแข็งขันทั้งในญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นผู้ออกแบบภาพวิชวลหลักให้กับรายการวัฒนธรรมของงาน Expo Osaka 2025 ผลงานของเธอมักปรากฏร่างหญิงสาวไร้แววตา สิ่งมีชีวิตลึกลับ และพรรณไม้แปลกตา ถ่ายทอดโลกทัศน์เฉพาะตัวที่แฝงไว้ด้วยความพิศวง ด้วยการผสมผสานระหว่างความงามในแบบแฟชั่นและอารมณ์ขันมืดมน ผลงานของเธอเชื้อเชิญผู้ชมให้เข้าสู่โลกที่ดูเหมือนจะถูกสิ่งมีชีวิตในภาพจ้องมองกลับมา

.jpg)
.jpg)

โมโมโกะสำรวจประเด็นว่าด้วย “อารมณ์” และ “การดำรงอยู่” ผ่านงานจิตรกรรมที่เธอได้พัฒนาสไตล์การแสดงออกอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างโลกของภาพประกอบและศิลปะชั้นสูงเข้าด้วยกันอย่างแยบยล
5. Rooo Lou

Rooo Lou เกิดที่เมืองโอซาก้าในปี ค.ศ. 1988 เขาเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพในฐานะดีไซเนอร์ ก่อนจะขยับขยายพื้นที่สร้างสรรค์ของตนไปสู่งานภาพประกอบและศิลปะ โดยมีฐานการทำงานอยู่ที่กรุงโตเกียว Rooo Lou ได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์โฆษณาและแฟชั่นหลากหลาย รวมถึงสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบสินค้า และการจัดแสดงภาพวาดอะคริลิกทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ


ปัจจุบัน เขายังคงเดินหน้าขยายขอบเขตการทำงานไปในหลากหลายแขนงอย่างต่อเนื่องด้วยแนวทางที่ไม่จำกัดอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง
6. Shoko Mihira

โชโกะ มิฮิระ (Shoko Mihira) เกิดในปี ค.ศ. 1979 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โชโกะเริ่มต้นศึกษาศิลปะการหลอมแก้วด้วยเปลวไฟ (flame working) ในปี ค.ศ. 2016 ภายใต้การแนะนำของ Zii ศิลปินแก้วชาวอเมริกัน ซึ่งเปิดโลกให้เขาได้รู้จักกับศักยภาพในการแสดงออกของแก้วบอโรซิลิเคต วัสดุที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทก และเหมาะทั้งสำหรับจัดแสดงและเก็บสะสม


เหล่า “สัตว์ประหลาด” ที่โชโกะรังสรรค์ขึ้นนั้นถือกำเนิดจากประสบการณ์ส่วนตัว เหตุการณ์ระดับโลก ความหมกมุ่นทางอารมณ์ และผู้คนที่เขาเคยพบเจอ ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองเฉพาะตัวจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ ด้วยต้นกำเนิดที่มาจากเรื่องจริง ผลงานของเขาจึงมักสะกิดความรู้สึกคุ้นเคยในใจผู้ชม ทั้งความฉงนว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นจริงหรือมีคนแบบนี้อยู่จริงในโลกหรือไม่
ก่อนจะเข้าสู่วงการศิลปะแก้ว โชโกะเคยใช้เวลากว่าทศวรรษในวัฒนธรรมสตรีทของ BMX และจิตวิญญาณแบบสตรีทนั้น ความดิบ เสรี และเปี่ยมพลัง ยังคงไหลเวียนอยู่ในงานศิลปะของเขาจนถึงทุกวันนี้
โชโกะหลอมความทรงจำและประสบการณ์ต่าง ๆ ให้กลายเป็นรูปทรงจากแก้วผ่านเทคนิคการเป่าขึ้นรูปด้วยเปลวไฟ งานประติมากรรมของเขาจึงเป็นการสำรวจเส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่างโลกแห่งความจริงและจินตนาการ
7. suma

suma เกิดที่ฮอกไกโดในปี ค.ศ. 1998 เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาการพิมพ์ภาพ (Printmaking) จาก Tokyo University of the Arts ในปี ค.ศ. 2025 ในชีวิตประจำวัน สิ่งของพื้นฐานอย่างอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ และของใช้ในบ้าน เป็นสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงจังหวะชีวิตของเขา ทว่าขณะที่เห็นเศษไม้ค่อย ๆ กองพูนจากกระบวนการสร้างสรรค์ suma กลับตระหนักถึงการ “บริโภค” ที่ตนเองมีต่อทั้งทรัพยากรและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และเริ่มตั้งคำถามว่า หากยังปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ถูกมองข้ามไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเราอาจเผาผลาญทุกอย่างจนหมดสิ้น ทั้งวัสดุและความรู้สึกภายใน
แนวคิดเหล่านี้สะท้อนอยู่ในผลงานของเขา suma ใช้เทคนิคการพิมพ์ซิลค์สกรีนลงบนไม้อัด เพื่อจำลองลวดลายของหนังสือพิมพ์และใบปลิว พร้อมแทรกอารมณ์ขันผ่านลวดลายสัตว์และพืชในสไตล์ป๊อป ซึ่งมีรากมาจากความทรงจำในวัยเด็กที่เขาชอบขีดเขียนเล่นบนหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์และใบปลิวคือแหล่งข้อมูลในชีวิตประจำวันที่มักถูกมองข้าม และการนำมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยภาพสัตว์ที่มีชีวิตชีวาในบริบทร่วมสมัย คือความพยายามในการปลุกให้สิ่งเหล่านี้มีเสียงอีกครั้ง


แม้การบริโภคจะถูกมองว่าเกินจำเป็นหรือไร้ความหมายในบางครั้ง suma กลับเชื่อว่ามันคือสิ่งที่หล่อหลอมตัวตนของเรา ทั้งร่างกาย บุคลิก และความสนใจ อันเป็นสิ่งที่เติมเต็มโลกภายในของแต่ละคน ในยุคโลกาภิวัตน์ที่การบริโภคกลายเป็นวงจรที่ซับซ้อนและเร่งร้อน เขาจึงตั้งคำถามว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดใด
ผลงานของ suma ถ่ายทอดประเด็นทางสังคมและข้อความที่ชวนขบคิดผ่านภาพที่ดูคุ้นตาและกลิ่นอายของกระแสนิยม โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความได้อย่างอิสระ จะเลือกพินิจรายละเอียดใกล้ ๆ หรือมองภาพรวมจากระยะไกลก็ได้ ไม่ต่างจากคำกล่าวของ ชาร์ลี แชปปลิน ที่ว่า “ชีวิตคือโศกนาฏกรรมเมื่อมองใกล้ แต่เป็นตลกเมื่อมองไกล” แก่นแท้ของสัตว์และมนุษย์จึงไม่ต่างกันนัก เมื่อมองจากไกลดูน่ารักน่าขัน ทว่าเมื่อเข้าใกล้ อาจเผยแง่มุมที่ชวนสะเทือนใจ
8. Takaaki Kato

ทาคาอากิ คาโต้ (Takaaki Kato) เกิดที่กรุงโตเกียวในปี ค.ศ. 1985 และเติบโตในเมืองดึสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี เขาสำเร็จการศึกษาจาก Azabu Gakuen และมหาวิทยาลัยศิลปะทามะ (Tama Art University) คณะศิลปกรรม สาขาการออกแบบ ในปี ค.ศ. 2012 โดยได้เข้าร่วมทีมงาน Enlightenment และต่อมาในปี ค.ศ. 2020 ได้ร่วมงานกับ Chicabi ก่อนจะแยกตัวออกมาทำงานอิสระ ผลงานของคาโต้ตั้งเป้าไปที่การสร้างสรรค์ “จิตรกรรมที่เคลื่อนไหวได้” โดยหยิบยกประเด็นว่าด้วย เวลา, ภาพสะท้อน และ ความทรงจำ มาเป็นแกนหลักในการถ่ายทอดผ่านงานวาดที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ผสานมิติของศิลปะดิจิทัลเข้ากับความรู้สึกเชิงนามธรรม เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ดึงดูดทั้งสายตาและจิตใจ


9. Wu Yiman

Wu Yiman เกิดในปี ค.ศ. 1997 เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาจิตรกรรมสีน้ำมันจาก Musashino Art University ในปี ค.ศ. 2022 แนวทางการทำงานของเธอเน้นหนักที่ภาพเหมือน (portraiture) โดยถ่ายทอดใบหน้าของหญิงสาวในจินตนาการที่แม้จะเป็นเพียงภาพสมมติ แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคย รูปหน้าอันบิดเบี้ยวและสีสันจัดจ้านในผลงานของเธอสะท้อนภาพจากภายในมากกว่าจะถ่ายทอดความจริงภายนอก




Wu ขุดลึกเข้าไปในพื้นที่พร่าเลือนระหว่างตัวตนกับผู้อื่นระหว่างการมองและการถูกมองผ่านการวาด “ใบหน้า” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาจำนวนมากที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของตัวแบบจึงทำหน้าที่ทั้งในฐานะผู้จ้องมอง และกระจกสะท้อนกลับสู่ตัวเอง ผลงานของเธอไม่ได้พูดถึงใครคนใดคนหนึ่ง แต่ตั้งคำถามต่อ อัตลักษณ์ การรับรู้ และความคลุมเครือของการดำรงอยู่ โลกที่เราเป็นทั้งผู้สังเกต และผู้ถูกสังเกตในเวลาเดียวกัน
10. Yoshihiro Takeuchi

Yoshihiro Takeuchi เกิดที่จังหวัดโคจิในปี ค.ศ. 1997 ปัจจุบันอาศัยและทำงานอยู่ที่เกียวโต เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจาก Kyoto University of Art and Design ผลงานของเขาสำรวจระบบการมองเห็นและการรับรู้ ผ่านโครงสร้างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกของเกม และการผสานกันระหว่างโลกดิจิทัลกับแอนะล็อก


นิทรรศการเดี่ยวล่าสุดของเขาจัดขึ้นที่ LE METTE GALLERY (ฮิโรชิมา, ค.ศ. 2025) และเขายังเคยเข้าร่วมแสดงผลงานในงาน ART FAIR TOKYO (โตเกียว, ค.ศ. 2023) อีกด้วย
นิทรรศการ “The Invisible Heart” เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 10 ตุลาคม 2568 ที่ RCB Galleria 3 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก
CREDITS:
PHOTOS: COURTESY OF RIVERCITY BANGKOK
สามารถติดตามคอนเทนต์อื่นๆ ที่น่าสนใจได้ ที่นี่





