L’Epée 1839 นำเสนอ T35 ฉลองครบรอบ 185 ปี ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความรู้ด้านนาฬิกาอันแข็งแกร่ง วิศวกรรมที่ล้ำสมัยและการออกแบบที่สร้างสรรค์ในรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเพียง 100 คันต่อสี
L’Epée 1839 คือ “นาฬิกาตั้งโต๊ะ” ไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่คือประติมากรรมกลไกในโลกแห่ง Mechanical Clock ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1839 แบรนด์นี้ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตนาฬิกาตั้งโต๊ะ แต่รังสรรค์งานประดิษฐ์ “เวลา” ให้กลายเป็นสิ่งที่ชวนมอง ชวนจับจ้องด้วยความพิศวงและชื่นชม อันเผยถึงทักษะความเชี่ยวชาญในการหลอมรวมงานศิลปะร่วมสมัย
ผสานเทคนิคการขับเคลื่อนของกลไกที่บอกเวลาตามมาตรฐานงานช่างฝีมือ ตามแบบฉบับสวิสที่ถ่ายทอดกันมา สะท้อนความงามสง่าในฐานะ ‘ชิ้นงานศิลปะ’ (objets d’art หรือ art objects) ประวัติความเป็นมาของ L’Epée 1839 จากฝรั่งเศสสู่สวิตเซอร์แลนด์ และมีอายุยืนยาวถึง 185 ปี
ปีค.ศ.1839 คือปีแห่งจุดกำเนิดของแบรนด์ เมื่อ Auguste L’Epée (โอกุสต์ เลเป) จับมือกับ Pierre-Henri Paur (ปิแอร์-อองรี โปร์) ก่อตั้งโรงงานที่ Sainte-Suzanne (แซงต์ ซูซาน แคว้น Doubs ประเทศฝรั่งเศส) ในช่วงแรกนั้นผลิตทั้งงานชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ด้านเวลา และกล่องดนตรี ระหว่างปีค.ศ.1850 ถึง 1889 เป็นช่วงยุคเติบโตแบบอุตสาหกรรมคุณภาพสูง




L’Epée โดดเด่นด้านการผลิต platform escapements (กลไกสำคัญอันเปรียบเสมือนหัวใจสำหรับทั้งนาฬิกาปลุก และนาฬิกาพก) จนทำสถิติการผลิตสูงมากในยุคนั้น และกวาดรางวัลในงานนิทรรศการนานาชาติหลายเวที
ในปีค.ศ. 2008 L’Epée1839 ได้ย้ายฐานผลิตสู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ Swiza SA (เดอเลมงต์, Jura) เข้าซื้อแบรนด์ ทำให้ L’Epée 1839 กลายเป็น “เมซงสวิส” ในเชิงอุตสาหกรรมและจุดยืนของแบรนด์
ในที่สุดในปีค.ศ. 2024 แบรนด์ L’Epée 1839 ได้เข้าเป็นหนึ่งในเครือ LVMH บริษัทชั้นนำของโลก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตกลไกระดับสูงและงานเชิงศิลป์ในกลุ่มเรือนเวลา




สำหรับผู้ออกแบบและผู้สร้างสรรค์ ‘วิศวกร’ ผู้มากความสามารถในการเล่าเรื่องด้วยกลไกหัวเรือสำคัญในยุคปัจจุบันคือ Arnaud Nicolas (อาร์โนด์ นิโคลาส์) CEO & Creative Director เขาเป็นผู้นำทางด้านงาน “kinetic horological art” และด้วยแนวคิดนี้เอง ทำให้ผลงานของ L’Epée 1839 ดูเหมือนประติมากรรมอันมีชีวิต มากกว่าเครื่องมือบอกเวลา สะท้อนเรื่องราวผ่านงานศิลป์ที่หลากหลาย แฝงด้วยเสน่ห์ความงามของการเคลื่อนไหวของกลไกซับซ้อนอันน่าหลงใหล
เทคนิคการผลิตและความเชี่ยวชาญ ที่ใช้เทคนิค hand-finishing แบบดั้งเดิม ทั้งการผลิตกลไก In-house ทั้งหมด ออกแบบและผลิตกลไกที่ซับซ้อน ตั้งแต่ power reserve, retrograde seconds, perpetual calendar, tourbillon, striking mechanisms โดย 8-day power reserve นั้นคือความโดดเด่นของเมซง ซึ่งหลายคอลเลกชันใช้แนวคิดกลไกสำรองพลังงานถึง 8 วัน ที่สามารถใช้งานจริงโดยไม่ต้องไขลานทุกวัน
Métiers d’Art (เมติเยร์ ดารต์) หรืองานศิลปาชีพ คือหัวใจสำคัญของแบรนด์ ในการหลอมรวมช่างผลิตกลไกอันซับซ้อน ผสานช่างฝีมือศิลป์ด้วยเทคนิคชำนาญการ ถ่ายทอดความพิถีพิถันผ่านรายละเอียดในการรังสรรค์ผลงานประติมากรรม เช่น Imperial Hot Air Balloon (2025) ซึ่งใช้เทคนิคงานเคลือบระดับสูงสองชนิด ทั้ง cloisonné (คลัวซอนเน) และ grand feu enamel (กรองด์ เฟอ เอนาเมล) ที่มีความประณีตเป็นงานฝีมือชั้นครูและใช้จำนวนชั่วโมงทำงานสูง
การบรรจบกันของอัตลักษณ์และความเชี่ยวชาญระดับตำนาน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนคุณค่า สู่การสร้างสรรค์ในรูปแบบที่แตกต่าง เพื่อสร้างจักรวาลแห่งความเป็นไปได้
รวมถึงการร่วมงานกับสถาบันออกแบบ ECAL (Ecole cantonale d’art de Lausanne) และศิลปินร่วมสมัยอีกหลายราย อาทิ คู่หูระดับตำนาน อย่าง MB&F ในหมวดการออกแบบร่วม (co-creations)




ยกตัวอย่างงาน Starfleet,Orb,Grenade,Dragon เป็นนาฬิกาในรูปแบบวัตถุเล่าเรื่อง Imperial Hot Air Balloon (2025) เป็นงานฝีมือสุดประณีตย้อนสู่ความคลาสสิก และ Time Tales คือการตีความของนาฬิกานกร้อง (Swiss cuckoo clock) ในแบบร่วมสมัย ผสานความคิดคำนึงความทรงจำ (nostalgia) กับความสนุกสนานเชิงกลไก ให้เป็นทั้งนาฬิกาที่ใช้งานได้จริงและเป็นงานศิลป์ ที่มีความซับซ้อนระดับ “ชิ้นส่วนหลักพัน”
L’Epée1839 รังสรรค์ชิ้นงานเพื่อ ‘เวลาอันมีตัวตน’ บอกเล่าเรื่องราวและบทบาท ผสานกลไกชั้นสูงอันซับซ้อน (Haute Horlogerie) จนกลายเป็นผลงานประติมากรรมอันล้ำค่าควรคู่แก่การสะสม
CREDITS:
PHOTOS: COURTESY OF L’EPÉE 1839





